แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 40
1
รู้จักกับยา Molnupiravir ยาต้านไวรัสทดลองรักษาโควิด-19

หลายคนน่าจะเคยว่าได้เห็นข่าวเกี่ยวกับยาชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Molnupiravir หรือยาโมลนูพิราเวียร์กันมาบ้าง เนื่องจากยา Molnupiravir เป็นยาต้านไวรัสโควิด-19 ที่กำลังพัฒนาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ท่ามกลางความสนใจของคนทั่วโลก

ยา Molnupiravir เป็นยาต้านโควิด-19 ชนิดรับประทานที่บริษัทเมอร์ค (Merck) พัฒนาร่วมกับบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเธราพิวติกส์ (Ridgeback Biotherapeutics) ซึ่งเดิมทีตั้งใจผลิตเพื่อเป็นยาที่ใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ (Flu) โดยออกฤทธิ์ทำให้กระบวนการสร้างสายพันธุกรรมของไวรัสทำงานผิดปกติจนไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แต่ในปัจจุบันยา Molupiravir ได้เริ่มนำไปพัฒนาและทดลองใช้ในผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพื่อจะนำมาใช้ในการรักษาจริงในอนาคต



ยา Molnupiravir กับโรคโควิด-19

การทดลองใช้ยา Molnupiravir ในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ยังอยู่ในช่วงการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มทดลองใช้ยากับกลุ่มผู้ป่วยจำนวนมากในหลายพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา

จากข้อมูลล่าสุดในวันที่ 29 ของการทดลองพบว่า การใช้ยา Molnupiravir ในผู้ป่วยโรคโควิด-19 อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิตได้ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก

อย่างไรก็ตาม การทดลองดังกล่าวยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เนื่องจากการทดลองนี้เป็นเพียงการทดลองที่ถูกทำขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น เช่น

    ผู้ป่วยที่อายุ 18 ปีขึ้นไป
    ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง
    ผู้ป่วยที่ตรวจพบการติดเชื้อโคโรนาไวรัสภายในเวลา 5 วันหลังจากเริ่มแสดงอาการ หรือมีผลตรวจ PCR Test เป็นบวกไม่เกิน 5 วันก่อนการทดลอง
    ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงจากโควิด-19 หากเกิดการติดเชื้อขึ้น เช่น อายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วน ป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ เป็นต้น
    ผู้ป่วยชายที่ใช้ยานี้ต้องงดการมีเพศสัมพันธ์หรือต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 4 วันหลังจากใช้ยานี้ครบโดสสุดท้าย และผู้ป่วยหญิงต้องไม่อยู่ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากงานวิจัยในปัจจุบันยังไม่รู้ว่าการใช้ยานี้จะส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ซึ่งยังต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

แม้การใช้ยา Molnupiravir จะอาจช่วยลดความรุนแรงหรืออัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในการศึกษา แต่อย่างที่ได้กล่าวไปว่าข้อมูลในปัจจุบันยังเป็นเพียงการทดลองในผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น และยังต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยาต่อไป

การป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 ที่เป็นต้นเหตุจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่นอกที่พักอาศัย รักษาระยะห่างระหว่างผู้อื่น และหมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำเปล่า หรือใช้เจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ

2
คอนโดติดรถไฟฟ้า เซนโทร วิภาวดี - รังสิต (Centro Vibhavadi - Rangsit)
เริ่มต้น 7.29 ลบ. - 12 ลบ. 

เซนโทร วิภาวดี - รังสิต (Centro Vibhavadi - Rangsit)
บ้านเดี่ยวกับแนวคิดโครงการ The Prime Touch of Timeless Living ด้วยการออกแบบที่มีความเรียบง่ายและฟังก์ชันต่างๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ให้แก่ผู้อยู่อาศัย เดินทางง่าย สะดวก ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง และยังใกล้กับสถานที่สำคัญต่างๆ อีกมากมาย

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                 เซนโทร วิภาวดี - รังสิต (Centro Vibhavadi - Rangsit)
 เจ้าของโครงการ            เอพี (ไทยแลนด์)
 แบรนด์ย่อย                  เซนโทร
 ราคา                          เริ่มต้น 7.29 ลบ. - 12 ลบ.

 ประเภทบ้าน                 บ้านเดี่ยว
 ลักษณะทำเล                บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ               50 ไร่ 1 งาน 54 ตร.ว.
 จำนวนบ้าน                  232 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด           โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน                  โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 พื้นที่ใช้สอย                  ตั้งแต่ 173 ถึง 225 ตร.ม.
 จำนวนชั้น                    2 ชั้น
 หน้ากว้าง                   โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนที่จอดรถ            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค             สวนสาธารณะ, คลับเฮาส์, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, รปภ., CCTV, สนามเด็กเล่น, Co-working space

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน                 ปทุมธานี, คลองหลวง, ธัญบุรี, ลำลูกกา
 ที่ตั้ง                ตำบลบางพูล อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม, สถานี(บางซื่อ - รังสิต)(รังสิต)
ใกล้ทางด่วน (โทลล์เวย์ดอนเมือง, ทางพิเศษอุดรรัถยา)

ขนส่งอื่นๆ สนามบินดอนเมือง
 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ศูนย์การค้า/ไลฟ์สไตล์
1.ตลาดรังสิต 2.9 กม.
2.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รังสิต 3.2 กม.
3.Future Park Rangsit & Zpell 3.6 กม.
4.แม็คโคร รังสิต 4.9 กม.
5.เซียร์ รังสิต 5.3 กม.

สถานศึกษา
1.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต 1.7 กม.
2.มหาวิทยาลัยรังสิต 2.6 กม.
3.โรงเรียนสายปัญญารังสิต 4.2 กม.
4.มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 8.9 กม.
5.โรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง 9.1 กม.

โรงพยาบาล
1.โรงพยาบาลเปาโล รังสิต 3.7 กม.
2.โรงพยาบาลบางปะกอก-รังสิต 2 7.4 กม.

3
จัดฟันบางนา: รู้ได้อย่างไร ฟันซี่ไหนควร ถอน ?

เชื่อว่าหลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การถอนฟัน คือหนึ่งในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับช่องปากที่รวดเร็วที่สุด แต่สิ่งที่ต้องแรกมาคือการสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติที่เรียกได้ว่าจำเป็นที่สุดออกเช่นกัน  อย่างไรก็ตามทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจเช็คสภาพฟันและวินิจฉัยก่อนว่า ฟันแต่ละซี่ที่มีปัญหา ควรถอน หรือ ควรจะใช้วิธีการรักษาแบบอื่น การถอนฟันจึงกลายเป็นวิธีสุดท้ายสำหรับฟันที่ไม่รักษาให้หายได้แล้ว

ซึ่งหลายๆคนคงไม่ทราบว่าฟันแบบไหนบ้างที่จำเป็นต้องถอนเนื่องจากรักษาไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วทันตแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยเอง แต่ในวันนี้ Idol Smile Dental Clinic จะมาบอกเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆว่าฟันเสียแบบไหนที่จำเป็นต้องถอนฟันบ้างดังต่อไปนี้


ภาวะฟันแบบไหนที่จำเป็นต้อนถอน ?

– ฟันทะลุโพรงประสาทฟัน หรือ ฟันที่เริ่มมีหนองปลายรากฟัน และมีอาการบวมอย่างมาก จำเป็นต้องถอนออกเนื่องจากไม่สามารถรักษาด้วยทันตกรรมรูปแบบอื่นได้

– ฟันที่เป็นโรคปริทันต์รอบๆตัวฟัน หรือมีหนองร่วมด้วย อันนี้ก็จำเป็นที่จะต้องถอนออกโดยเร่งด่วนไม่งั้นอาจจะลามไปที่ฟันซี่อื่นได้อีกด้วย

– ฟันที่ได้รับอุบัติเหตุในลักษณะฟันหัก หรือขากรรไกรหักผ่านฟัน ซึ่งทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะไม่เลือกที่จะรักษาวิธีอื่นนอกจากถอนฟันทิ้ง เพราะ การใช้วิธีอื่นมีแต่จะยืดเยื้อและโอกาสสำเร็จไม่มีนั่นเอง

– ฟันคุด หรือ ฟันหายไม่สามารถขึ้นมาในช่องปากได้ตามปกติ จำเป็นต้องถอนวิธีเดียวเท่านั้น

– ฟันที่มีพยาธิ หรือ มีถุงน้ำหนอง หรือเนื้องอก

– ฟันเกินที่อยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นระเบียบ

– ฟันที่ขึ้นตำแหน่งที่ผิดปกติ ไม่ได้ใช้งานเป็นส่วนเกิน การถอนออกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อไม่ให้มีปัญหากับฟันซี่อื่น


วิธีการเตรียมตัวก่อนการถอนฟัน ?

– เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม คือ นอนหลับให้เพียงพอหากรู้วันที่แน่นอนว่าจะต้องไปถอนฟันในวันใด

– เตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม อย่ากลัว อย่าให้เกิดความเครียดจนเกินไป หากว่าเกิดความเครียดมากๆที่ขนาดหัวใจเต้นแรงรับไม่ไหว ให้แจ้งทันตแพทย์ก่อนทำการถอนฟัน

– รับประทานอาหารให้พร้อมก่อนการถอนฟัน เพราะเนื่องจากว่าหากถอนฟันไปแล้ว ยังคงไม่สามารถรับประทานอาหารได้

– ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป เนื่องจากอาจจะเกิดอาการแทรกซ้อนภายหลังจากการถอนฟันได้เช่น ทางเดินหายใจอุดตันจากการสำลักอาหาร

– ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ โรคเกี่ยวกับเลือดต่างๆ ควรบอกทันตแพทย์อย่างละเอียด เพื่อให้ทันตแพทย์ได้เตรียมการป้องกันหลังจากการทำการถอนฟัน เป็นเป็นการรับลองความปลอดภัยของตัวท่านเอง


ถอนฟันทำอย่างไร ?

– ก่อนอื่นเลยทันตแพทย์จะทำการตรวจสอบประวัติของคนไข้ โดยจะตรวจสอบประวัติทางทันตกรรม และทางการแพทย์อย่างละเอียด แล้วจึงทำการเอ็กซ์เรย์ฟัน

– ที่ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องทำการเอ็กซ์เรย์ก่อนเนื่องจากว่าจะได้เห็นภาพความยาว รูปร่าง ตำแหน่ง และกระดูกบริเวณรอบๆของฟันซี่ที่ต้องการจะถอน เพื่อให้ทันตแพทย์ได้ทำการประเมิน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในช่องปากให้มากขึ้นไปอีก

– เมื่อเตรียมตัวทุกอย่างพร้อมแล้ว และกำลังเข้าสู่กระบวนการถอนฟัน ทันตแพทย์จะใช้ยาชาบริเวณรอบๆฟันที่กำลังจะถอนก่อน

– เมื่อบริเวณดังกล่าวเริ่มที่จะชาแล้ว ทันตแพทย์จะเริ่มทำการแซะฟันเพื่อให้หลวมจากเหงือก จากนั้นทันตแพทยืผู้เชี่ยวชาญจะใช้คีมดึงฟันซี่ที่หลวมออกจากเหงือก เมื่อฟันหลุดออกไปเรียบร้อยแล้ว ทันตแพทย์จะทำการปรับสภาพกระดูกด้านล่างให้มีความเรียบเนียนขึ้น และอาจจะทำการปิดปากแผลด้วยการเย็บ


ข้อควรปฏิบัติหลังจากการถอนฟัน ?

– กัดผ้าก็อซที่ทันตแพทย์ให้ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หากมีเลือดออกหรือน้ำลายให้กลืน ห้ามถุยออก และห้ามดูดแผลเด็ดขาด

– เมื่อกัดผ้าก็อซครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ให้ทำการเอาผ้าก็อซออก แต่หากว่าเลือดยังไม่หยุดไหลให้เปลี่ยนผ้าก็อซผืนใหม่และกัดต่อไปจนกว่าเลือดจะหยุดไหล

– ยาชาจะมีฤทธิ์ประมาณ 2 ชั่วโมง หากหมดฤทธิ์แล้วเริ่มมีอาการปวดให้รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์ให้มา

– ให้ทำการประคบอุ่น เพื่อไม่ให้แผลเกิดอาการบวม

– งดการสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มมีแอลกฮอล์ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง

– หลีกเลี่ยงการแปรงฟันบริเวณที่ทำการถอนฟันประมาณ 2 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบ

4
ผ้ากันไฟควรจำเป็นต่อที่อยู่อาศัยหรือไม่

ผ้ากันไฟมีความจำเป็นต่อที่อยู่อาศัยอย่างยิ่ง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันและลดความเสียหายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร แก๊สรั่ว หรืออุบัติเหตุจากการทำอาหาร

เหตุผลที่ผ้ากันไฟจำเป็นต่อที่อยู่อาศัย

ป้องกันการลุกลามของไฟ: ผ้ากันไฟสามารถใช้คลุมแหล่งกำเนิดไฟ หรือใช้กั้นพื้นที่เพื่อป้องกันไฟลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของบ้าน
ลดความเสียหายต่อทรัพย์สิน: การใช้ผ้ากันไฟช่วยลดความเสียหายต่อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินอื่นๆ ในบ้าน
เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย: ผ้ากันไฟช่วยให้มีเวลาในการอพยพออกจากบ้านได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
ใช้ดับไฟขนาดเล็ก: ผ้ากันไฟสามารถใช้ดับไฟขนาดเล็กที่เกิดจากน้ำมัน หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าได้

สถานที่ที่ควรมีผ้ากันไฟในบ้าน

ห้องครัว: เป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้ ควรมีผ้ากันไฟไว้ใกล้เตาแก๊ส หรือเตาอบ
ห้องนั่งเล่น: หากมีเตาผิง ควรมีผ้ากันไฟไว้ใกล้เตาผิง เพื่อป้องกันสะเก็ดไฟ
ห้องนอน: ควรมีผ้ากันไฟไว้ในห้องนอน เพื่อใช้คลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูง เช่น เตารีด หรือเครื่องทำความร้อน
โรงจอดรถ: หากมีโรงจอดรถ ควรมีผ้ากันไฟไว้ในโรงจอดรถ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน

คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรมีผ้ากันไฟติดบ้านไว้อย่างน้อย 1 ผืน และเก็บไว้ในที่ที่เข้าถึงได้ง่าย
ควรฝึกซ้อมการใช้ผ้ากันไฟ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ควรเลือกซื้อผ้ากันไฟที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

5
Doctor At Home: จมน้ำ (Drowning)

จมน้ำ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรง มักจะทำให้ตายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

สาเหตุ

มักเกิดกับเด็กเล็กและผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น อาจเกิดจากการตกน้ำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ และภาชนะกักเก็บน้ำภายในบ้าน จมน้ำจากอุบัติเหตุ เช่น เรือคว่ำ เรือชน เมาเหล้า โรคลมชัก โรคหัวใจวาย เป็นลม เป็นต้น

อาการ

ผู้ที่จมน้ำมักจะมีอาการหมดสติ และหยุดหายใจ บางรายอาจมีภาวะหัวใจหยุดเต้น (คลำชีพจรไม่ได้) ร่วมด้วย

ถ้าไม่ถึงกับหมดสติ ก็อาจมีอาการปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก อาเจียน กระวนกระวาย หรือไอมีฟองเลือดเรื่อ ๆ (ซึ่งแสดงว่ามีภาวะปอดบวมน้ำ)

บางรายอาจตรวจพบภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันต่ำหรือภาวะช็อก

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ที่จมน้ำมักจะตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจเพราะสำลักน้ำ บางรายอาจตายเนื่องจากภาวะเกร็งของกล่องเสียง (laryngospasm) ทำให้หายใจไม่ได้ สาเหตุเหล่านี้มักจะทำให้ผู้ที่จมน้ำตายภายใน 5-10 นาที

ผู้ที่จมน้ำถึงแม้จะรอดมาได้ในระยะแรก แต่ก็อาจจะตายเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนในภายหลังได้ เช่น ปอดอักเสบ การเปลี่ยนแปลงของระดับเกลือแร่ในร่างกาย ภาวะเลือดเป็นกรด ภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ภาวะปอดไม่ทำงาน (ปอดล้ม ปอดวาย) เป็นต้น

ในรายที่ขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน อาจเป็นสมองพิการได้

ภาวะเหล่านี้มักเกิดขึ้นไม่ต่างกันมากนัก ทั้งในพวกที่จมน้ำจืด (แม่น้ำ ลำคลอง บ่อ สระน้ำ) และพวกที่จมน้ำทะเล รวมทั้งอาการแสดงและการรักษาก็ไม่ต่างกันมาก

ข้อแตกต่าง คือ น้ำจืดจะมีความเข้มข้นน้อยกว่าเลือด (พลาสมา) ดังนั้น ถ้ามีน้ำอยู่ในปอดจำนวนมากก็จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดทันที ทำให้ปริมาตรของเลือดที่ไหลเวียนเพิ่มจากเดิม (hypervolemia) มีผลทำให้ระดับเกลือแร่ (เช่น โซเดียม โพแทสเซียม) ในเลือดลดลง ซึ่งอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจวายได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) ได้อีกด้วย

ส่วนน้ำทะเลจะมีความเข้มข้นมากกว่าเลือด น้ำทะเลที่สำลักอยู่ในปอดจะดูดซึมน้ำเลือด (พลาสมา) จากกระแสเลือดเข้าไปในปอด ทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ระบบไหลเวียนมีปริมาตรลดลง (hypovolemia) และระดับเกลือแร่ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติหัวใจวาย หรือเกิดภาวะช็อกได้

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จมน้ำมักตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับเกลือแร่และปริมาตรของเลือด

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ

ในรายที่สงสัยมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ เป็นต้น

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลทุกราย ไม่ว่าจะมีอาการหนักเบาเพียงใด เพื่อเฝ้าสังเกตอาการ และหาทางป้องกันและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

มักจะทำการเจาะเลือดตรวจระดับแก๊สในเลือด และตรวจหาความเข้มข้นของเกลือแร่ เอกซเรย์ดูว่ามีการอักเสบของปอดหรือปอดแฟบหรือไม่ หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ

การรักษา ให้ออกซิเจน ต่อเครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ พลาสมาหรือเลือด

ถ้ามีภาวะหัวใจวายก็จะให้ยาขับปัสสาวะและยารักษาโรคหัวใจ (เช่น ไดจอกซิน)

ถ้ามีปอดอักเสบ จะให้ยาปฏิชีวนะและสเตียรอยด์

การดูแลตนเอง

เมื่อพบผู้ป่วยจมน้ำ ควรทำการปฐมพยาบาล และรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที

การปฐมพยาบาล

การช่วยเหลือผู้ที่จมน้ำอย่างถูกต้องก่อนส่งไปโรงพยาบาล มีผลต่อความเป็นความตายของผู้ป่วยมาก ควรแนะนำวิธีปฐมพยาบาลดังนี้

1. ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ทำการเป่าปากช่วยหายใจทันที อย่ามัวเสียเวลาในการพยายามนำน้ำออกจากปอดของผู้ป่วย (เช่น การจับแบกพาดบ่า) หรือทำการผายปอดด้วยวิธีอื่น เพราะจะไม่ทันการและไม่ได้ผล

ถ้าเป็นไปได้ ควรลงมือเป่าปาก ตั้งแต่ก่อนขึ้นฝั่ง เช่น หลังจากพาขึ้นบนเรือ หรือพาเข้าที่ตื้น ๆ ได้เเล้ว

เมื่อขึ้นบนฝั่งแล้ว ให้ทำการผายปอดด้วยการเป่าปากต่อไป จนกว่าผู้ป่วยจะหายใจได้เอง หรือพาไปส่งถึงโรงพยาบาลแล้ว

วิธีการเป่าปากโดยละเอียด อ่านเพิ่มเติมใน "อาการหมดสติ"

เมื่อเริ่มเป่าปากสักพัก ถ้าหากรู้สึกว่าลมเข้าปอดได้ไม่เต็มที่เนื่องจากมีน้ำอยู่เต็มท้อง อาจจับผู้ป่วยนอนคว่ำแล้วใช้มือ 2 ข้างวางอยู่ใต้ท้องผู้ป่วย ยกท้องผู้ป่วยขึ้น จะช่วยไล่น้ำออกจากท้องให้ไหลออกทางปากได้ แล้วจับผู้ป่วยพลิกหงายและทำการเป่าปากต่อไป

2. ถ้าคลำชีพจรไม่ได้ หรือหัวใจหยุดเต้น ให้ทำการนวดหัวใจทันที (วิธีนวดหัวใจอ่านเพิ่มเติมใน "อาการหมดสติ")

3. ถ้าผู้ป่วยยังหายใจได้เอง หรือช่วยเหลือจนหายใจได้แล้ว ควรจับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง และศีรษะหงายไปข้างหลัง เพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก ใช้ผ้าห่มคลุมผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความอบอุ่น อย่าให้ผู้ป่วยกินอาหารและดื่มน้ำทางปาก

4. ควรส่งผู้ป่วยที่จมน้ำไม่ว่าจะมีอาการหนักเบาเพียงใด ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลทุกราย

ในรายที่หมดสติและหยุดหายใจ ควรผายปอดด้วยวิธีเป่าปากไปตลอดทาง อย่าเพิ่งรู้สึกหมดหวังแล้วหยุดให้การช่วยเหลือ (เคยพบว่าการเป่าปากนานเป็นชั่วโมง ๆ สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดและหายขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจมน้ำที่มีความเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 70 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 21.1 องศาเซลเซียส)

การป้องกัน

1. ระวังอย่าให้เด็กเล็กเล่นน้ำหรืออยู่ในบริเวณใกล้กับน้ำ เช่น แม่น้ำลำคลอง บ่อน้ำ สระน้ำ รวมทั้งโอ่งน้ำ ถังใส่น้ำ ภาชนะกักเก็บน้ำภายในบ้านตามลำพัง

2. ควรส่งเสริมให้เด็กฝึกว่ายน้ำให้เป็น

3. เวลาลงเรือหรือออกทะเล ควรเตรียมชูชีพไว้ให้พร้อมเสมอ

4. ผู้ที่เมาเหล้า หรือเป็นโรคลมชัก ห้ามลงเล่นน้ำ

ข้อแนะนำ

1. วิธีผายปอดแก่ผู้ป่วยจมน้ำที่แนะนำในปัจจุบัน คือ วิธีการเป่าปาก และให้ลงมือทำให้เร็วที่สุด อย่าเสียเวลาในการจับแบกพาดบ่าเพื่อเอาน้ำออกจากปอดดังที่เคยแนะนำกันในสมัยก่อน

2. ผู้ป่วยที่จมน้ำทุกรายไม่ว่าจะหมดสติหรือหยุดหายใจหรือไม่ก็ตาม ควรพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 24-72 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในเวลาต่อมา

6
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ


7
วัดสายสุวพรรณวัดที่มีชื่อเสียงในจังหวัดปทุมธานีแนะนำใส่ชุดขาว ทำสมาธิฝึกสติฝึกจิตใจฟื้นฟูจิตวิญญาณ

วัดสายสุวพรรณในจังหวัดปทุมธานีเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมือง วัดที่เงียบสงบแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงระยะทางสั้นๆเป็นสถานที่เงียบสงบสำหรับการทำสมาธิ ใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดสายสุวพรรณช่วยให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสกับแก่นแท้ของคำสอนของพุทธศาสนาในสภาพแวดล้อมที่สงบและเอื้ออาทร

วัดสายสุวพรรณ คลองหลวง ปทุมธานี เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในจังหวัดปทุมธานี เป็นวัดที่มีความสวยงามและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัดสายสุวพรรณ คลองหลวง ปทุมธานี เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 7:30 น. ถึง 17:00 น.

บรรยากาศภายในวัดสุวรรณพันธ์
วัดสายสุวพรรณตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์และรายล้อมไปด้วยชนบทที่เงียบสงบ มีบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม สถาปัตยกรรมที่สวยงามของวัด โครงสร้างแบบไทยดั้งเดิมและสวนอันเงียบสงบทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการสงบจิตใจและฟื้นฟูจิตวิญญาณ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มากประสบการณ์หรือเพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรม สภาพแวดล้อมที่วัดสุวรรณพันธ์ก็พร้อมต้อนรับทุกคน

โอกาสปฏิบัติธรรม
วัดสายสุวพรรณมีโปรแกรมต่างๆ สำหรับผู้สนใจปฏิบัติธรรม เช่น การทำสมาธิ การฝึกสติ และฟังคำสอนจากพระภิกษุผู้มีประสบการณ์ ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ทำให้สามารถนำการปฏิบัติธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย

วัดเน้นการทำสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่เน้นการมีสติและความเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นจริง ผู้เข้าร่วมจะได้รับการกระตุ้นให้สังเกตความคิด อารมณ์ และความรู้สึกทางกายของตนเองโดยไม่ยึดติด ซึ่งจะทำให้มีความตระหนักรู้ในตนเองและความสงบภายในมากขึ้น ตารางประจำวันโดยทั่วไปประกอบด้วยช่วงนั่งสมาธิ เดินจงกรม และฟังธรรมะ ซึ่งเป็นแนวทางที่รอบด้านสำหรับการพัฒนาจิตวิญญาณ

สัมผัสวัฒนธรรมไทยและพระพุทธศาสนา
นอกจากการปฏิบัติธรรมแล้ว วัดสุวรรณพันธ์ยังเป็นโอกาสที่ดีในการดื่มด่ำกับวัฒนธรรมพุทธไทย ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมพิธีกรรมแบบดั้งเดิม ตักบาตรพระสงฆ์ และเข้าร่วมพิธีกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจในวิถีชีวิตของชาวพุทธอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ชุมชนที่อบอุ่นและเป็นมิตรของวัดพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้และแนะนำผู้มาใหม่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ

วิธีการเดินทาง
วัดสายสุวพรรณตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ห่างจากใจกลางกรุงเทพฯ ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์ สามารถเดินทางมาได้สะดวกด้วยรถยนต์หรือระบบขนส่งสาธารณะ จึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการผสมผสานการปฏิบัติธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากตัวเมือง

เคล็ดลับสำหรับผู้เยี่ยมชม
แต่งกายสุภาพ : เช่นเดียวกับวัดส่วนใหญ่ในประเทศไทย นักท่องเที่ยวควรแต่งกายสุภาพ โดยปกปิดไหล่และเข่า
เคารพกฎของวัด : โปรดคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบของวัด หลีกเลี่ยงเสียงดัง และรักษากิริยามารยาทที่สุภาพอยู่เสมอ
การเตรียมตัวสำหรับการทำสมาธิ : หากคุณวางแผนที่จะเข้าร่วมเซสชั่นการทำสมาธิ ขอแนะนำให้คุณนำเสื้อผ้าที่สบายๆ มาด้วย และเตรียมตัวที่จะนั่งเป็นเวลานาน

วัดสายสุวพรรณเป็นสถานที่ที่สงบเงียบและเสริมสร้างจิตวิญญาณให้กับทุกคนที่ต้องการฝึกฝนการปฏิบัติธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะต้องการปรับปรุงทักษะการทำสมาธิ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไทย หรือเพียงแค่ค้นหาความสงบภายใน วัดในจังหวัดปทุมธานีแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการหลีกหนีจากโลกภายนอกและมุ่งเน้นที่การพัฒนาตนเอง

8
มือถือ Xiaomi เสียวหมี่ Xiaomi-Redmi Note 9T (4GB/64GB)
6,999 บาท

เสียวหมี่ Xiaomi-Redmi Note 9T (4GB/64GB)
Redmi Note 9T สมาร์ทโฟนระดับกลาง รองรับ 5G หน้าจอ FHD + DotDisplay ขนาด 6.53 นิ้ว ชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 800U 5G รองรับสแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 48MP กล้องหน้าเจาะรูความละเอียด 13MP พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5,000 mAh รองรับชาร์จเร็ว 18W

รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น           เสียวหมี่ Xiaomi-Redmi Note 9T (4GB/64GB)
   ราคากลาง        6,999 บาท
   จำนวนซิม         2 ซิม (Nano Sim)
   แบบดีไซน์         จอสัมผัส
   สี                   Black(Nightfall Black), Purple(Daybreak Purple)

   ความถี่-เครือข่าย
2G
3G
4G
5G

   ขนาด-น้ำหนัก                   ยาว 161.96 x กว้าง 77.25 x หนา 9.05 มม., น้ำหนัก 199 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน (ROM)  64 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด    microSDXC
   แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ       ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh

จอแสดงผล
   ชนิดจอ                จอสัมผัส ()
   ความละเอียด         6.53 นิ้ว, 395 ppi, 1,080 x 2,340 px

   รายละเอียดอื่น       
หน้าจอแสดงผล DotDisplay แบบ IPS LCD ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2,340 x 1,080 พิกเซล) อัตราส่วนภาพ 19.5:9 ครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5

หน่วยประมวลผล CPU MediaTek Dimensity 800U Octa-core ความเร็วสูงสุด 2.4GHz

หน่วยประมวลผล GPU Mali-G57

หน่วยความจำ RAM 4GB -(LPDDR4X)

หน่วยความจำ ROM 64GB (UFS 2.1) / 128GB (UFS 2.2)

กล้องหลัง 3 เลนส์ ประกอบด้วย เลนส์หลักความละเอียด 48MP (f/1.79) + เลนส์ Depth ความละเอียด 2MP (f/2.4) + เลนส์ Macro ความละเอียด 2MP (f/2.4)

กล้องหน้าความละเอียด 13MP (f/2.25)

แบตเตอรี่ 5,000 mAh รองรับชาร์จไว 18W

ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด                กล้องหลัง (48 Mpx), กล้องหน้า (13 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                           Auto Focus, Flash, เซนเซอร์รับภาพ

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)          MediaTek Dimensity 800U 5G (7nm), Octa-core (2x2.4 GHz Cortex-A76 & 6x2.0 GHz Cortex-A55)
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)  Mali-G57
   หน่วยความจำ (RAM)             4.0 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก            Infrared, USB(Type-C 2.0), Bluetooth, Jack, NFC, Wi-Fi(802.11 a/b/g/n/ac), WiFi Direct, USB OTG, A2DP
   ระบบรับส่งข้อความ                SMS, MMS, EMAIL, PUSH MAIL
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต         3G, GPRS, EDGE, WiFi, 4G, Mimo, 5G
   ระบบ GPS                     A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS, QZSS

9
ปล่อยรถป้ายแดง MITSUBISHI XPANDER 1.5 GT ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

มิตซูบิชิ Mitsubishi Xpander GT ปี 2018
All New Xpander รุ่น GT นิยามใหม่ของ Crossover ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยถ่ายทอดความแข็งแกร่งและแรงบันดาลใจเพื่อสร้างเซกเมนต์ใหม่ ด้วยการผสานสมรรถนะอันแข็งแกร่งแบบรถ Crossover เข้ากับความอเนกประสงค์ในการใช้งานที่หลากหลาย และจากการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนารถอเนกประสงค์ Xpander มีความสูงจากพื้นมากกว่ารถยนต์ในกลุ่มเดียวกันที่ 205 มม. (ในรุ่น GT) ด้านดีไซน์ล้ำสมัยด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced 'Dynamic Shield' ไฟหรี่เป็น Crystal LED ไฟหน้าเป็นมัลติรีเฟลกเตอร์แบบฮาโลเจน

All New Xpander รุ่น GT มีความกว้างสบายจากห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ สามารถปรับเบาะที่นั่งได้อย่างอเนกประสงค์ รองรับการใช้งานได้อย่างดี เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งกุญแจอัจฉริยะ, แผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลัง, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, หน้าจอแสดงผลข้อมูลขนาด 4.2 นิ้ว

All New Xpander รุ่น GT ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อลูมินัมอัลลอยเบนซิน รหัส 4A91 ขนาด 1.5 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว ให้กำลัง 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อ Xpander

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 21 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.29%, ยอดจัดไม่เกิน 3-6 แสน,ผ่อนสูงสุด 84 เดือน
ค่าดำเนินการแคมเปญ 20,000 บาท (รวมในยอดจัดได้)

ราคาพิเศษ 569,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                 Mitsubishi
   รุ่น                      มิตซูบิชิ Mitsubishi Xpander GT ปี 2018
   ประเภทรถ             รถอเนกประสงค์ MPV
   ปีที่เปิดตัว              2018


10
Post Covid-19 Condition อาการที่พบได้หลังหายจากโควิด-19

Post Covid Condition = อาการหลังจากติดเชื้อ Covid โดยผู้ป่วยยังมีอาการผิดปกติยาวนานกว่า 4 สัปดาห์ แม้จะหายจากเชื้อโควิดแล้ว

ผลกระทบสามารถเกิดได้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ระบบหายใจ ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยบางรายยังรู้สึกไม่แข็งแรง และยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนที่ผ่านมา โดยจากรายงานการวิจัยพบว่า 80% ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการใดอาการหนึ่ง โดยอาการที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่

อาการที่พบบ่อยหลังการติดเชื้อโควิด-19

ปวดศีรษะ 44%
ความจำแย่ลง 16%
สมาธิสั้นลง 27%
ผมร่วง 25%
จมูกไม่ได้กลิ่น 21%
สูญเสียการรับรส 23%
แน่นหน้าอก 16%
หายใจลำบาก หายใจผิดปกติ 24%
ใจสั่น 11%
ไอ 19%
ตาแดง 6%
ปวดข้อ 19%

ผลกระทบระยะยาวของการติดเชื้อโควิด-19 เราอาจจะเคยได้ยินในชื่ออื่น ไม่ว่าจะเป็น Long-haul COVID-19, Post-acute COVID-19, Post-COVID-19 Syndrome

อาการที่ตามมาหลังหายป่วยโควิด-19

จะเป็นนานแค่ไหน?

จากรายงานการวิจัยพบว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 จะมีโอกาสในการเกิดอาการจากภาวะ Long Covid หรือผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของผู้เคยป่วยเป็นโควิด โดยจะมีอาการในระยะเวลาประมาณ 180 วัน

มีอาการแสดงในระยะเวลา 1 – 90 วัน (ไม่มีอาการในช่วงวันที่ 90 – 180)
มีอาการเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 90 – 180 วันเท่านั้น (ไม่มีอาการในช่วงวันที่ 1 – 90
มีอาการแสดงในช่วงวันที่ 1 – 90 และมีอาการอีกครั้งในช่วงวันที่ 90 – 180

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากกราฟข้างต้นแล้ว พบว่า 60.1% ของคนไข้ที่มีอาการครั้งแรกในช่วง 3 เดือนแรกจะแสดงอาการอีกครั้งในช่วงวันที่ 90 – 180 โดยอาการส่วนใหญ่ที่พบมีดังนี้

เจ็บหน้าอก / เจ็บคอ
หายใจไม่สุด
อาการผิดปกติเกี่ยวกับช่องท้อง เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย
เหนื่อยง่าย
นอนหลับยาก
ปวดข้อ
ปวดศีรษะ
ปวดกล้ามเนื้อ
ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบสมอง เช่น เวียนศีรษะ
อื่นๆ

11
เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี สามารถเข้ารับการจัดฟันเด็กได้หรือไม่ ?

สุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการที่เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีตั้งแต่เด็ก จะทำให้เด็กเติบโตมาเป้นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีตามไปด้วย พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่คิดว่า ฟันน้ำนมของลูกไม่มีความสำคัญเพราะจะต้องมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ แต่หารู้ไม่ว่า การที่เด็กมีฟันน้ำนมที่ไม่ดีนั้น ส่งผลต่อการขึ้นของฟันแท้ที่จะงอกมาแทนที่ อาจจะส่งผลให้มีลักษณะฟันที่ผิดปกติได้ เพราะถ้าหากฟันน้ำนมเกิดหักหรือหลุดก่อนเวลา อาจจะทำให้ฟันแท้ที่ขึ้นมามีรูปร่างและลักษณะที่ผิดปกติได้ และอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของรูปร่างฟันตั้งแต่เด็กๆ

 ซึ่งการรักษาและแก้ไขในเรื่องของรูปร่างฟันในเด็กนั้น เด็กสามารถเข้ารับการจัดฟันในเด็กได้ ซึ่งการจัดฟันในเด็กนั้น เด็กๆในวัยประถมก็สามารถจัดฟันได้แล้ว และไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวัยรุ่น หลายปัญหาอาจสามารถหลีกเลี่ยง หรือลดความรุนแรงได้ หากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนอาจจะมีความสงสัยว่า ถ้าหากเราบุตรหลานของเรามีอายุต่ำกว่า 10 ปี และมีปัญหาในเรื่องของรูปร่างฟัน จะมาสามารถเข้ารับการจัดฟันในเด็กได้หรือไม่ วันนี้ทางคลินิก เราจะมาพูดถึงประเด็นที่หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี สามารถเข้ารับการจัดฟันในเด็กได้หรือไม่ เพื่อเป็นแนวทางให้บุตรหลานของท่านได้ทำความเข้าใจถึงกระบวนการรักษาและผลลัพธ์ที่ดีในการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก

การจัดฟันในเด็กนั้น สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้หลายกรณี ซึ่งส่วนใหญ่ในวัยเด็กมักจะชื่นชอบรับประทานของหวานหรือลูกอม ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุในวัยเด็ก และเด็กบางคน อาจจะทำความสะอาดช่องปากและฟันได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันได้ง่าย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กที่ดีที่สุดก็คือ วิธีการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ซึ่งการจัดฟันในเด็กนั้น จริงๆแล้ว เด็กสามารถเข้ารับการรักษาได้ตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ แต่ถ้าหากทันตแพทย์ประเมินเรื่องความร่วมมือในการรักษาแล้ว เด็กที่มีอายุ 7-8 ขวบจะดีที่สุด เพราะสามารถให้ความร่วมมือในการรักษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งการจัดฟันในเด็กอายุที่ต่ำกว่า 10 ขวบนั้น ส่วนใหญ่จะใช้การจัดฟันที่เรียกว่า EF Line ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือที่เป็นเพียงชิ้นยางหลากหลายสี มีหลายขนาดตามอายุและขนาดของขากรรไกรเด็ก

คุณสมบัติของเครื่องมือชิ้นนี้ คือมันจะช่วยปรับโครงสร้างใบหน้าของเด็กให้มาอยู่ถูกที่ถูกทาง และให้ใบหน้าดูสมส่วนมากยิ่งขึ้น ยิ่งในเด็กที่มีพฤติกรรมการดูดนิ้ว ดูดขวดนม แน่นอนว่า อาจจะทำให้เกิดโครงสร้างของฟันที่มีความผิดปกติ ซึ่งการใช้เครื่องมือ EF Line สามารถแก้ไขได้ ทั้งยังช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้าให้เข้าที่และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ สำหรับระยะเวลาในการใส่เครื่องมือ ก็จะขึ้นกับปัญหาฟันของเด็กแต่ละคน และความมีวินัยในการใส่เครื่องมือ คือ ต้องสวมใส่ให้ได้จำนวนชั่วโมงมากที่สุด กลางคืนนอนให้ใส่ตลอดเพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และเพื่อระเบียบวินัยระหว่างการจัดฟัน

 หากใครพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด สนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็สาามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกเพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดฟันในเด็กและมีประสบการณ์ในวงการทันตกรรมมาอย่างอย่างยาวนาน สามารถปึกษาทันตแพทย์ถึงวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของลูกน้อยได้ ทันตแพทย์ของเรายินดีให้คำปรึกษา พร้อมกับแนะนำแนวทางการปฏิบัติตัวหากลูกน้อยของคุณเข้ารับการจัดฟันที่คลินิก เพราะเราอยากให้เด็กๆทุกคนมีฟันที่สวยงามตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อที่จะได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เพื่อที่จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามไปด้วย

12
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
เรา
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/



13
สูตรเนื้อย่างเสียบไม้ ทำเป็นอาชีพเสริม เนื้อนุ่ม อร่อยและขายดี

เนื้อย่างเสียบไม้เป็นเมนูยอดนิยมที่ขายง่าย ทำกำไรได้ดี และเหมาะสำหรับทำเป็นอาชีพเสริม ต่อไปนี้เป็นสูตรและเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณทำเนื้อย่างเสียบไม้ได้อร่อย เนื้อนุ่ม และขายดี:

ส่วนผสม:

เนื้อวัว (สันใน, สันนอก, หรือสะโพก) 1 กิโลกรัม
กระเทียมสับละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยดำป่น 1 ช้อนชา
น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
ไม้เสียบ


วิธีทำ:

เตรียมเนื้อ:
หั่นเนื้อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ขนาดประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร
หมักเนื้อ:
ผสมกระเทียม รากผักชี พริกไทย น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และน้ำมันพืช ในชามผสม
ใส่เนื้อลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือข้ามคืน
เสียบไม้:
นำเนื้อที่หมักไว้มาเสียบไม้
ย่างเนื้อ:
ย่างเนื้อบนเตาถ่าน หรือเตาไฟฟ้า จนสุกตามต้องการ
เสิร์ฟ:
จัดเนื้อย่างเสียบไม้ใส่จาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม (เช่น น้ำจิ้มแจ่ว หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด)


เคล็ดลับความอร่อย:

เลือกเนื้อ: เลือกเนื้อที่มีมันแทรกเล็กน้อย จะทำให้เนื้อย่างนุ่มชุ่มฉ่ำ
หมักเนื้อ: หมักเนื้อให้นานขึ้น จะทำให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อได้ดีขึ้น
ไฟย่าง: ย่างด้วยไฟอ่อนถึงปานกลาง จะทำให้เนื้อสุกทั่วถึงและไม่แห้งกระด้าง
น้ำจิ้ม: เสิร์ฟเนื้อย่างกับน้ำจิ้มรสเด็ด จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น


เคล็ดลับทำขาย:

เตรียมวัตถุดิบ: เตรียมวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า เช่น หั่นเนื้อ และโขลกเครื่องหมัก
บรรจุภัณฑ์: เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สะอาดและสวยงาม
ราคา: กำหนดราคาขายที่เหมาะสมกับต้นทุนและกลุ่มลูกค้า
โปรโมท: โปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Line หรือ Instagram
บริการ: ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ และใส่ใจลูกค้า
รักษาความสะอาด: รักษาความสะอาดของวัตถุดิบ อุปกรณ์ และสถานที่ทำอาหาร


ช่องทางการขาย:

ตลาดนัด
ร้านอาหาร: ขายในร้านอาหารตามสั่ง
เดลิเวอรี่: ขายผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่
งานออกร้าน: เข้าร่วมงานออกร้านอาหารต่างๆ

ด้วยสูตรและเคล็ดลับเหล่านี้ คุณสามารถสร้างอาชีพเสริมด้วยเนื้อย่างเสียบไม้ได้อย่างแน่นอน

14
งานมอเตอร์โชว์ The all-new, fully electric Audi S6 e-tron เปิดตัวแล้วในไทย ทรงพลังที่สุด ออปชันจัดเต็ม พละกำลัง 551 แรงม้า ด้วย 2 รุ่น คือ Avant และSportback ในราคา 5.899 ล้านบาท

อาวดี้ ประเทศไทย ยกระดับไปอีกขั้น ปูทางสู่ความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ Product Offensive มุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะการขับขี่ที่  เร้าใจ และการใช้งานที่ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ อาว้านท์ (Avant) ถือเป็นอีกหนึ่งไอคอนโมเดลที่ อาวดี้ ประเทศไทย เลือกเปิดเกมรุกตลาดรถยนต์พรีเมียม และตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Performance Car ครั้งแรกที่อาวดี้ได้นำ Avant legacy รูปทรงที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเอกลักษณ์ผสานกับสมรรถนะของรถไฟฟ้า e-tron ไอคอนโมเดลที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกชื่นชอบ ครั้งนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบรถ Performance ในตระกูล S model ถูกออกแบบและพัฒนาให้เป็น Avant ที่ทรงพลัง ขับสนุกและสมบูรณ์แบบที่สุด รถในสไตล์ Avant ได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ถือเป็นรุ่นที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกรอคอย พร้อมเปิดตัว 2 รุ่น คือ Audi S6 Avant e-tron quattro และ Audi S6 Sportback e-tron quattro

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron เป็นการนำเสนอไอคอนโมเดลในตระกูล Avant ที่ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์กับสมรรถนะของรถไฟฟ้า e-tron ที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกเฝ้ารอคอย โดยการเปิดตัวครั้งนี้อาวดี้ได้ยกระดับAvant ในตระกูล S model เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด
 
Audi S6 Avant e-tron quattro โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แห่ง Avant ดีไซน์เสา D ใหม่ ออกแบบให้มีความลาดเอียงมากขึ้น เส้นกรอบกระจกที่วิ่งยาวรอบตัวรถ เสริมมิติให้ตัวรถดูพุ่งทะยานและปราดเปรียวกว่าเดิม สะท้อนความเป็นPerformance Car เข้ากับลุคสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว Audi S6 Avant e-tron ยังมอบความอเนกประสงค์เหนือระดับด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ 1,422 ลิตร

Audi S6 Sportback e-tron quattro อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาความพรีเมียมและความเร้าใจในทุกเส้นทาง ดีไซน์สปอร์ต 4 ประตู เน้นเส้นสายอันเฉียบคม ผสานดีไซน์ด้านท้ายที่ลาดเอียง ช่วยเสริมความสปอร์ตและความล้ำสมัยให้กับตัวรถ มาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่กว้างขวางถึง 1,330 ลิตร ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ พร้อมให้คุณสัมผัสความสะดวกสบายอันเหนือระดับ

การออกแบบที่ลงตัว

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron ตกแต่งภายนอกแบบ S model รอบคัน ด้วยสี matte aluminum สะท้อนความเป็นรถ Performance อย่างเต็มขั้น มาพร้อมล้อดีไซน์ใหม่ multi-spoke S ขนาด 21 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง


โดดเด่นด้วยไฟหน้า Matrix LED พร้อมเอฟเฟกต์ไฟ Digital light signatures หน้า-หลัง ที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้มากถึง 8 รูปแบบ เพิ่มความสปอร์ตด้วยไฟท้าย Digital OLED พร้อม taillight signatures ที่พาดยาวทั้งตัวรถด้านหลังและเสริมความล้ำสมัยด้วย Illuminated Audi rings โลโก้ไฟเรืองด้านหลังแบบ 2 มิติ

ภายในตกแต่งด้วย Carbon Square Structure พร้อมตกแต่งตราสัญลักษณ์ S ที่พวงมาลัย เบาะคู่หน้า และกาบประตูทั้ง 2 ฝั่ง มอบ DNA ความสปอร์ตตามแบบฉบับ S model

ที่สุดแห่งสมรรถนะ S model จากขุมพลังไฟฟ้า e-tron

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกในรูปทรง Avant ที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าระดับพรีเมียม (Premium Platform Electric – PPE) ตามมาตรฐานรถไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่จาก Audi ช่วยยกระดับการขับขี่ในทุกมิติ Audi S6 e-tron มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้พละกำลังสูงสุดถึง 551 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 855 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที ให้สมรรถนะเทียบเคียงกับรถ High Performance อย่าง Audi RS 6 Avant performance ที่ต่างกันแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุด 240 กม. / ชม. มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยช่วงล่างถุงลมแบบสปอร์ต Adaptive S air suspension ที่ออกแบบพิเศษเพื่อให้เหมาะกับสมรรถนะของ S model สามารถปรับสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและไดนามิกได้ตามต้องการ ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ e-quattro มอบการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้นและการขับขี่ที่สนุกมั่นใจยิ่งกว่าเดิม

Audi S6 e-tron ให้ระยะการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ไกลถึง 647 กิโลเมตร (WLTP) ในรูปทรง Avant และ 675 กิโลเมตร (WLTP) ในรูปทรง Sportback พร้อมรองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 270 kW ด้วยกระแสไฟ DC โดยใช้เวลาเพียง 21 นาที ในการชาร์จจาก 10-80% พร้อมออกเดินทางได้อย่างรวดเร็ว
 
ครบครันด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยเพื่อตอบสนองการใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

Audi ออกแบบเทคโนโลยีฟังก์ชันเพื่อตอบสนองการใช้งานได้อย่างสะดวกสบายสูงสุด รวมถึงการใช้วัสดุที่พรีเมียมทั้งผิวสัมผัสและการออกแบบที่ทันสมัย โดยมีจุดเด่น ดังนี้
Switchable Panoramic Glass Roof หลังคากระจกพาโนรามิคที่สามารถปรับการใช้งานได้มากถึง 6 รูปแบบ พร้อม UV Sunscreen เพื่อป้องกันแสงแดดและรังสียูวี

เบาะคู่หน้าแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยลาย Waterfall stitching และสัญลักษณ์ S มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้าและฟังก์ชันบันทึกตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่
มอบความเอ็กซ์คลูซีฟภายในห้องโดยสารด้วย Dynamic interaction light ที่แสดงเอฟเฟกต์ไฟตามการ  ขับขี่ เช่น การเปิดไฟเลี้ยว และแสดงระดับแบตเตอรี่ขณะชาร์จ
Smart Door Panel แผงควบคุมอัจฉริยะที่ประตูข้างคนขับ จุดศูนย์รวมของฟังก์ชันสำคัญต่างๆ ในรถ
ระบบเครื่องเสียงพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ รายล้อมด้วยลำโพง 17 ตำแหน่ง

หน้าจอ Curved MMI Panoramic Display ที่โค้งเข้าหาผู้ขับขี่ เพื่อการใช้งานที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น มาพร้อม Audi virtual cockpit plus ขนาด 11.9 นิ้ว หน้าจอระบบสัมผัส MMI touch display ขนาด 14.5 นิ้ว และ MMI front passenger display ขนาด 10.9 นิ้ว มอบความเพลิดเพลินให้ผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

Augmented Reality Head-Up Display ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้าแบบเสมือนจริง เช่น ระบบช่วยขับขี่ ระบบนำทาง และสัญญาณเตือนต่างๆ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน อีกทั้งยังสามารถปรับตำแหน่งของภาพให้เหมาะสมกับมุมมองของผู้ขับขี่ได้ตามต้องการ

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแบบสปอร์ต ดีไซน์ตัดบนและตัดล่าง พร้อม Paddle shift และตราสัญลักษณ์ S
ฝากระโปรงหน้ามาพร้อมระบบเปิดอัตโนมัติแบบ Gesture Control เพียงปัดมือผ่านฝากระโปรงหน้าเหนือโลโก้ Audi rings

ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้า (Frunk) ขนาด 27 ลิตร
Projection Light ไฟแสดงตำแหน่งสำหรับการเตะเปิด-ปิดฝาท้ายแบบอัตโนมัติ
ระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยและครบครัน
ระบบควบคุมความเร็วแปรผันและรักษาระยะห่างด้านหน้า (Adaptive cruise control with Stop&Go function)
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุแบบด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง (Proactive occupant protection, front side and rear)
แจ้งเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Front emergency brake assist)
ระบบช่วยหักเลี้ยวพวงมาลัยในกรณีฉุกเฉิน (Swerve assist)
ระบบช่วยเบรกเมื่อเลี้ยวรถที่ทางแยก (Turn assist)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านหน้ารถเมื่ออยู่ทางแยก (Front cross traffic assist)
ระบบแจ้งเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า (Distance warning)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross-traffic assist)
ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (Lane change warning)
ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Lane departure warning)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถ เมื่อจะเปิดประตูลงจากรถ (Exit warning)
ระบบเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Fatigue warning)
กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (360-degree cameras)
ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (Park assist plus)

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron สุดยอดยนตรกรรมที่ผสมผสานความลงตัวและความสมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Avant สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของ Audi ควบคู่กับสมรรถนะอันทรงพลังของเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า e-tron เต็มเปี่ยมไปด้วย DNA จาก Audi Sport เสริมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างครบครัน อีกทั้งยังมี Body type แบบ Sportback อีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์สปอร์ตที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น เปิดให้จองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมอาวดี้ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวในราคา
Audi S6 Avant e-tron quattro เปิดตัวในราคา 5,899,000 บาท
Audi S6 Sportback e-tron quattro เปิดตัวในราคา 5,899,000 บาท

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี
Malpelo blue, metallic (สีใหม่)
Siam beige, metallic
Glacier white, metallic
Mythos black, metallic
Plasma blue, metallic
Daytona grey, pearl effect*

 (*สีพิเศษเพิ่มเติมจากราคามาตรฐาน 50,000 บาท ซึ่งราคาข้างต้นได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

15
Doctor At Home: เมารถ เมาเรือ (Motion sickness)

อาการเมารถเมาเรือ ในที่นี้หมายรวมถึงเมาเครื่องบิน เมาเครื่องเล่นที่มีการหมุนหรือเคลื่อนไหว ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า "อาการเมาจากการเคลื่อนไหว (motion sickness)" ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะนั่งรถหรือนั่งเรือ จึงขอเรียกว่า "อาการเมารถเมาเรือ"

อาการนี้เป็นภาวะที่ไม่ร้ายแรง และมักจะหายได้เองหลังจากลงจากยานพาหนะหรือเครื่องเล่นสักพัก โดยไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในรายที่อาการรุนแรง หรือพักอยู่นานแล้วยังไม่ทุเลา อาจต้องใช้ยาบรรเทาหรือไปปรึกษาแพทย์

มักพบบ่อยในเด็กอายุ 2-12 ปี พบน้อยลงในวัยผู้ใหญ่ และพบน้อยมากในคนอายุมากกว่า 50 ปี พบว่าผู้หญิงมีโอกาสเกิดอาการนี้มากกว่าผู้ชาย

ผู้ที่มีประวัติว่าพ่อหรือแม่มีอาการเมารถในวัยเด็ก ผู้ที่กำลังมีประจำเดือน ใช้ยาคุมกำเนิด หรือตั้งครรภ์ ผู้ที่มีประวัติเป็นไมเกรน โรคพาร์กินสัน หรือมีความผิดปกติของหูชั้นใน (เช่น โรคเมเนียส์) มีโอกาสเกิดอาการเมารถเมาเรือมากกว่าคนปกติทั่วไป

สาเหตุ

เกิดจากระบบรับรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยหูชั้นใน ดวงตา กล้ามเนื้อและข้อ ทำงานไม่ประสานกัน ทำให้สมองเกิดความสับสนระหว่างสัญญาณรับรู้การเคลื่อนไหวจากหูชั้นใน สัญญาณการมองเห็นจากดวงตา และสัญญาณรับรู้ตำแหน่งของร่างกายจากกล้ามเนื้อและข้อ (เช่น เวลานั่งรถนั่งเรือ หูชั้นในรับรู้ว่าร่างกายเคลื่อนที่ไปกับรถ ตามองเห็นภาพต้นไม้ที่มีการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อและข้อรับรู้ว่าร่างกายกำลังอยู่นิ่ง ๆ) ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งมักถูกกระตุ้นจากการนั่งยานพาหนะหรือเครื่องเล่นที่โคลงเคลงหรือเหวี่ยงไปมา มักเกิดกับผู้ที่มีประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายในหูชั้นในมีความไวกว่าปกติ

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันขณะนั่งยานพาหนะหรือสิ่งที่เคลื่อนไหว เช่น รถยนต์ รถไฟ เรือ เครื่องบิน เครื่องเล่นผาดโผนในสวนสนุก เป็นต้น หรือเกิดขึ้นเวลาอ่านหนังสือขณะนั่งรถที่กำลังวิ่ง

ส่วนมากจะมีอาการไม่สบายท้อง คลื่นไส้หรือรู้สึกผะอืดผะอม เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หรือมึนศีรษะ อาจมีอาการอื่น ๆ (เช่น เหงื่อออก ตัวเย็น หน้าซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ มีน้ำลายมาก ง่วงนอน หาว ถอนหายใจ) ร่วมด้วย ในบางรายอาจมีอาการอาเจียนตามมา

หลังจากพาหนะหยุดเคลื่อนไหว (เช่น จอดรถ) หรือลงจากยานพาหนะหรือเครื่องเล่น อาการก็จะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เองภายในเวลาสั้น ๆ หรือภายใน 2-3 ชั่วโมง และจะหายเป็นปกติดีภายในเวลาประมาณ 24-72 ชั่วโมง


ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่มีอาการอาเจียนติดต่อกันนาน อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ หากปล่อยไว้ไม่แก้ไข อาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ในรายที่มีอาการอาเจียนรุนแรง อาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารฉีกขาด (esophageal tear)


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากการซักถามอาการ ประวัติการเจ็บป่วยและสาเหตุกระตุ้นเป็นหลัก และทำการตรวจร่างกาย รวมทั้งตรวจตาและหู โดยไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติม ยกเว้นในรายที่สงสัยมีสาเหตุจากโรคอื่น


การรักษาโดยแพทย์

หากอาการเล็กน้อยหรือทุเลาดีแล้ว และไม่สงสัยว่าจะมีสาเหตุจากโรคอื่น ก็จะให้คำแนะนำในการป้องกัน และอาจให้ยาแก้เมารถเมาเรือ (เช่น ยาเม็ดไดเมนไฮดริเนต, แผ่นแปะแก้เมารถเมาเรือที่มีตัวยาสโคโพลามีน) ไว้ใช้ป้องกันในการเดินทางครั้งต่อไป

หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ก็อาจจะให้ยาแก้เมารถเมาเรือ เช่น ไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate), สโคโพลามีน (scopolamine) ซึ่งมีวิธีใช้และผลข้างเคียงต่างกัน โดยแพทย์จะเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วย

ในรายที่ตรวจพบว่ามีสาเหตุจากโรคอื่น เช่น ไมเกรน (Migraine), พาร์กินสัน (Parkinson’s disease), โรคเมเนียส์ (Ménière’s disease/Endolymphatic hydrops), โรคเกี่ยวกับหูชั้นใน เป็นต้น ก็จะให้การดูแลรักษาโรคที่ตรวจพบ


การดูแลตนเอง

ถ้ามีอาการเมารถเมาเรือเกิดขึ้น ควรปฏิบัติ ดังนี้

    ขอย้ายมานั่งอยู่แถวหน้าของรถ หรือที่นั่งตรงกลางลำเรือ หรือที่นั่งติดหน้าต่างตรงกับแนวปีกเครื่องบิน
    นั่งศีรษะตรง พิงพนักที่นั่ง ประคองให้ศีรษะอยู่นิ่ง ๆ
    หยุดอ่านหนังสือ ดูโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (เมื่อรู้สึกมีอาการเมา)
    เปิดหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศให้ลมเข้า เปิดให้มีลมจากเครื่องปรับอากาศพัดถูกใบหน้าให้รู้สึกสดชื่น
    หลับตาสักพัก เมื่อลืมตาให้มองตรงไปด้านหน้าไกล ๆ อย่ามองผ่านหน้าต่างด้านข้าง
    หายใจเข้าออกลึก ๆ และตามดูลมหายใจแบบทำสมาธิ
    ดมยาดม จิบน้ำขิง อมลูกอมรสขิง หรือเคี้ยวขิงแห้งหรือขิงสด (ถ้ามี)
    ถ้าไม่ทุเลา ควรจอดรถลงมาแวะนั่งพักในที่อากาศดี หรือนอนลงบนเรือโดยสารที่มีที่พอ โดยหันศีรษะไปทางหัวเรือ
    ถ้ากำลังเล่นเครื่องเล่น ขอหยุดเล่นเครื่องเล่น ลงมานั่งพักในที่อากาศดี
    ถ้ายังไม่ทุเลา หรือมีอาการคลื่นไส้มากหรืออาเจียน กินยาแก้เมารถ (เช่น ไดเมนไฮดริเนต, สโคโพลามีน) ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ควรไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลตนเอง และลงจากยานพาหนะหรือเครื่องเล่นแล้วยังไม่ทุเลา หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างต่อเนื่อง
    ดื่มน้ำไม่ได้หรือได้น้อย จนมีภาวะขาดน้ำ (ปากคอแห้ง ปัสสาวะออกน้อย อ่อนเพลีย ใจสั่น)
    สงสัยว่ามีสาเหตุเกิดจากโรค เช่น ไมเกรน (Migraine), พาร์กินสัน (Parkinson’s disease), โรคเมเนียส์ (Ménière’s disease/Endolymphatic hydrops) หรือโรคของหูชั้นใน
    มีอาการนานเกิน 24 ชั่วโมง หรือเป็นถี่ขึ้นหรือแรงขึ้นกว่าเดิม


การป้องกัน

ผู้ที่เคยมีอาการเมารถเมาเรือ มีโอกาสกำเริบได้บ่อย ควรหาทางป้องกันดังนี้

    เวลานั่งรถยนต์ ควรเป็นผู้ขับเอง ถ้าเป็นผู้โดยสาร ควรเลือกที่นั่งแถวหน้า สายตามองไปข้างหน้าไกล ๆ หลีกเลี่ยงการมองผ่านหน้าต่างด้านข้าง เห็นภาพต้นไม้ รถรา หรือภาพวิวข้างทางซึ่งเคลื่อนตัวเร็ว ทำให้เมาง่าย

- หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่แถวหลัง หรือนั่งหันหน้าไปข้างหลัง

- ควรเปิดหน้าต่างรถหรือช่องระบายอากาศเป็นครั้งคราว เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก พัดเอาลมข้างนอกเข้ามาทำให้รู้สึกสดชื่น

- ควรตั้งศีรษะตรง พิงพนักที่นั่ง ประคองให้ศีรษะอยู่นิ่ง ๆ และไม่ควรฟุบหน้าหรือเอนศีรษะ อาจทำให้เมารถง่าย

- ควรหยุดรถแวะพัก เปลี่ยนอิริยาบถและสูดอากาศสดชื่นเป็นพัก ๆ

    เวลานั่งรถไฟ เลือกที่นั่งแถวหน้า ติดหน้าต่าง และหันหน้าไปข้างหน้า อย่านั่งหันกลับหลัง
    เวลานั่งเรือ ควรนั่งตรงกลางลำ หรือด้านหน้าของดาดฟ้าชั้นบน และมองไปไกล ๆ ดูเส้นสุดขอบฟ้า หลีกเลี่ยงการมองดูคลื่นน้ำเคลื่อนไหวที่อยู่ใกล้
    เวลานั่งเครื่องบิน ควรเลือกที่นั่งติดหน้าต่าง ตรงกับแนวปีกเครื่องบิน และเปิดให้มีลมจากเครื่องปรับอากาศพัดถูกใบหน้า
    หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือ ดูโทรศัพท์มือถือ หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเดินทาง
    ก่อนออกเดินทางควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ควรกินอาหารแต่พออิ่ม (อย่าอิ่มเกิน) เว้นห่างจากเวลาออกเดินทางอย่างน้อย 30 นาที โดยหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมัน ๆ และของทอด
    งดชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ก่อนและขณะเดินทาง ควรจิบน้ำเป็นพัก ๆ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
    ควรสวมแว่นกันแดดระหว่างเดินทาง
    กินยาป้องกันตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เช่น ไดเมนไฮดริเนต ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 30 นาที-1 ชั่วโมง หรือใช้แผ่นแปะแก้เมารถเมาเรือที่มีตัวยาสโคโพลามีนก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 4 ชั่วโมง


ข้อแนะนำ

1. อาการเมารถเมาเรือส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองภายในไม่นาน โดยไม่ต้องใช้ยารักษา ส่วนน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ใหญ่ที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นบ่อย อาจเกิดจากโรคอื่น เช่น ไมเกรน (Migraine), พาร์กินสัน (Parkinson’s disease), โรคเมเนียส์ (Ménière’s disease/Endolymphatic hydrops) หรือโรคของหูชั้นใน หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์

2. เด็กที่มีอาการเมารถเมาเรือบ่อย และมีพ่อหรือแม่เป็นไมเกรน อาจเป็นอาการของไมเกรนโดยไม่มีอาการปวดศีรษะ เมื่ออายุมากขึ้นมักจะมีอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนตามมาได้

3. ในการป้องกันไม่ให้เมารถเมาเรือ ควรเน้นการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องใช้ยาแก้เมารถเมาเรือ ซึ่งอาจมีผลข้างเคียง เช่น ไดเมนไฮดริเนต อาจทำให้ง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่ามัว ใจสั่น ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก เป็นต้น ส่วนสโคโพลามีน นอกจากมีอาการคล้ายไดเมนไฮดริเนต (แต่จะง่วงน้อยกว่า) แล้ว ยังไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และห้ามใช้ในผู้ที่เป็นต้อหิน หรือต่อมลูกหมากโต

หน้า: [1] 2 3 ... 40